ปีนี้เป็นปีแรกที่ผมได้มีโอกาสไปงานบอลลูนนานาชาติ ซึ่งปีนี้เป็นการจัดครั้งที่สองแล้ว


บังเอิญว่า เพื่อนสนิทของผมเป็นคนจัดงานนี้ แล้วเค้าหา MC ไม่ได้ ผมเลยเสนอตัวเข้าไปช่วยเพราะว่า ถ้าหา MC จริงๆ อาจจะเป็นเรื่องวุ่นวานพอสมควร

ผมเลยตัดสินใจอาสาเข้าไปช่วยงาน...ได้เที่ยวด้วย เลยตัดสินใจไปปากช่องทันที...




วันแรกก็งานเข้าเลย เพราะว่า ผมต้องช่วยเพื่อนทำงาน จริงๆ แล้วผมไม่รู้ระบบงานอะไรหรอก แต่เมื่อมันเรียกใช้อะไร ผมก็ช่วยมันทำทุกอย่าง

งานหลักของเพื่อน คือการต้อนรับสื่อ สปอนเซอร์ ออกตั๋วขึ้นบิน จิกนักบินบอลลูน และประสานงานกับลูกเรือ

ซึ่งงานมันเยอะจริงๆ 

งานนี้มีนักบินมาจากหลายชาติ ทั้ง สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส สวีเดน เดนมาร์ค เช็ค มาเลเซีย เท่าที่ผมได้คุย แต่ละคนน่ารักมากๆ Nice สุดๆ


ตอนแรก ทางทีมงานเชิญมา มีประเทศจากแถบเอเซียด้วย คือเกาหลีและญี่ปุ่น  แต่ว่ามีเรื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้นักบินหลายประเทศไม่สามารถมาร่วมงานได้

 

ที่ประทับใจอย่างแรกสุดคือ สปิริตนักบิน

คุณโซบรี เป็นนักบินบอลลูนจากมาเลย์ เขาน่ารักมากๆ ใช้สนามบินสุวรรณภูมิไม่ได้ คุณโซบรีนั่งแท็กซี่จากกัวลาลัมเปอร์มาปีนัง


แล้วจะนั่งบัตเตอร์เวิร์สจากปีนังขึ้นมาที่กรุงเทพ


แต่พอดีว่าน้ำท่วมหาดใหญ่ รถไฟมาไม่ได้ เขาก็นั่งรถทัวร์มาลงที่ กรุงเทพฯ


ต่อด้วยนั่งรถตู้มาที่งาน...มาถึงที่สนาม คุณโซบรีก็สั่งกางบอลลูนขึ้นบินเลย

น่ารักมากๆ ครับ

 



การบินบอลลูนในไทย ตอนนี้มีที่เชียงใหม่ที่เดียว เป็นของบริษัท เอิร์ธ วิน แอนด์ ไฟร์ โดยคุณยุทธ วณิชชานนท์

พูดถึงเรื่องของการกางบอลลูน

 

การกางบอลลูนแต่ละครั้งเป็นงานใหญ่มาก

เพราะว่าต้องเอาบอลลูนเข้าสนาม แล้วค่อยๆ เอาตัวบอลลูนกางออก ซึ่งตอนกาง จะใช้ลมเป่าให้ตัวบอลลูนขยายออก

จากนั้นจะใช้เบิร์นเนอร์ จุดไฟเข้าไปในบอลลูน ให้เกิดเป็นอากาศร้อน แล้วค่อยๆ กางบอลลูนตั้งขึ้น เพื่อพร้อมบิน

ซึ่งผมได้ไปร่วมกางบอลลูนกับนักบินมาด้วยครับ...........เหนื่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก


นอกจากนั้น การตั้งบอลลูนต้องดูแรงลมด้วย เพราะบอลลูนเป็นอากาศยานที่อาศัยธรรมชาติแทบจะ 100% และถ้านักบินไม่มั่นใจในการกางบอลลูน หรือขึ้นบิน นักบินจะไม่ทำการใดๆ ทั้งสิ้น

ผมได้ยินเพื่อนเล่าว่า นักบินจากสาธารณเช็คท่านนึงที่มาร่วมบิน คือคุณ คูบิเช็ค นอกจากจะเป็นนักบินบอลลูนแล้ว ยังเป็นผู้ผลิตบอลลูนและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง - ลูกบอลลูนของเขาก็เป็นชื่อ คูบิเช็คเช่นกัน

แต่เดิม คุณคูบิเช็คไม่มีความรู้เลยเรื่องบอลลูนเลย แต่ศึกษาลองฝึกลองถูกด้วยตัวเองมาตลอด มีถึงขนาดที่ กางบอลลูนเสร็จแล้ว ให้คนเบิร์นไฟให้ แล้วขึ้นไปวัดอากาศที่ส่วนยอดของบอลลูนว่าร้อนเฉลี่ยนเท่าไหร่ก็ทำมาแล้ว...บ้ามาก

ซึ่งคุณคูบิเช็ค นิสัยดีมาก เป็นฝรั่งที่น่ารักอีกคนนึง

 



นี่คือบริเวณจัดงาน อันนี้ผมถ่ายตอนขึ้นบอลลูน

สถานที่จัดงานคือ กองพันสุนัขหารเป็นบริเวณหน้าเขายายเที่ยง ที่ปากช่อง โคราช

การขึ้นบินแต่ละครั้ง ต้องอาศัยลมสงบ ถึงจะกางบอลลูนและตั้งบอลลูนได้

ส่วนจะบินหรืิอไม่ แล้วแต่นักบินประจำบอลลูน

วันที่ 4 เป็นวันที่งานทุกอย่างราบรื่นมาก ขึ้นบินได้หมดทั้งสนาม ทั้งรอบเช้าและบ่าย

รอบเช้าบินตอน ตี 5 เริ่มกางบอลลูนกันตั้งแต่ ตี 5 ครึ่ง

ผมแทบไม่ได้หลับเลย เพราะต้องทีมงานเคลียร์คิวคนที่จะขึ้นบอลลูน

งานนี้ไม่มีขายบัตร มีแต่เฉพาะที่นั่งของแขกพิเศษ และ คนที่จับฉลากเป็นผู้โชคดีเท่านั้น แต่ก็จะมีความเยอะคือความต้องการของคนเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรานั้นเอง ซึ่งเปลี่ยนแปลงความต้องการกับทีมงานตลอดเวลา ซึ่งการบินแต่ละครั้ง เราไม่สามารถกำหนดได้ชัดเจนเหมือนการขึ้นเครื่องบินโดยสาร เพราะแต่ละครั้ง อากาศ/สถานการณ์/ความพร้อมและการตัดสินใจของนักบินจะไม่เหมือนกัน

 

วันที่ 5 ตอนเช้า ลมแรงมาก มีความเร็วลมกว่า 13 น็อตเลยทีเดียว การบินจึงไม่สามารถทำไ่ด้เลย เพราะว่าลมมีความเร็วเกินกว่าจะทำการกางบอลลูนหรือขึ้นบินได้ รอบนั้นเลยต้องยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมด

ทำเอาคนที่เข้าไปดูการกางบอลลูน และนักบินเซ็งไปเป็นแถบๆ
 

 ****

รอบนี้เป็นรอบของเช้าวันสุดท้ายของงาน นั่นคือวันที่ 7 ธันวาคมซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาศขึ้นบอลลูน

ผมตื่นมาแต่ตี 5 เหมือนเดิมทุกวัน ก่อนที่จะเข้าไปเตรียมงานที่สนามพร้อมนักบิน



ตอนนี้เริ่มกางบอลลูนแล้ว นักบินจะสั่งให้ลูกเรืือเอาตระกร้าบินพร้อมตัวบอลลูนลงสนาม หลังจากนั้น ก็จะกางออก


ผู้่หญิงเสื้อสีชมพูชื่อ อลิส ครับ เป็นสวีดิช อายุ 22 ในครั้งนี้มาเป็น ผู้ช่วยนักบิน
ลูกที่เค้าบิน เป็นลูกของโนเกีย ซึ่งจุผู้โดยสารได้ ประมาณ 5  คน รวมนักบินแล้วนะครับ

อลิสเป็นคนที่นิสัยดีมากๆ ผมเข้าไปเคลียร์พื้นที่ให้เค้า ช่วยเป็นล่ามให้ลูกเรือตลอด และทีมนี้ขออะไรได้หมด ไม่เลี่ยงหรือปฎิเสธแม้แต่น้อย เต็มใจทำงานให้หมด ไม่คิดว่าการมาครั้งนี้เป็นการมาบินเล่นๆ แต่เขเต็มใจมาช่วยงาน

มีสวีดิชอีก 1 คน เป็นครูสอนบินของเอเซ่และอลิซ ( นักบิน ) คนนี้ก็ฮามาก บินมาแล้ว 30 ปี แต่เมื่อเร็วๆ นี้เขาเผาบอลลูนลูกใหม่ถอดด้ามไป วอดไปทั้งลูก ทำให้เขาอับอายมาก งานนี้เลยงดบินครับ... 55+ เพราะว่าเสียงล่ำลือของเขา กระฉ่อนไปทั้งวงการบอลลูน

เขาชื่อโจอาคิม ครับ น่ารัก+นิสัยดีมาก




ตอนนี้เริ่มกางแล้ว...

 

ตอนที่กางลมแรงมากๆ แต่ทั้งทีมบอลลูนลูกนี้ตัดสินใจว่าจะกาง

ยังไงก็จะบิน จะบินเท่านั้น ...อันนี้เป็นคำตอบของนักบินซึ่งได้รับหลังจา่กที่ผมเข้าไปคุยว่าจะบินหรือเปล่า

หลังจากนั้น ก็จะเป็นการกางบอลลูน โดยเอาตระกร้าบินนอนกับพื้น แล้วเอาพัดลมมาเป่าลมเข้าตัวบอลลูนครับ




ที่เห็นจะมีพัดลม ( มียี่ห้อนะครับ เป็นของ คูบิเช็ค  ) รวมทั้งอุปกรณ์คือหัวจ่ายไฟ และอะไหล่ ก็ของคูบิเช็คเช่นกัน




ตอนกางลูกบอลลูน ผมเข้าไปช่วยคือถือสายสลิงแล้วยกขึ้นเพื่อให้ลมเข้าไปในตัวบอลลูน

ซึ่งการจับบอลลูนต้องอาศัยความระมัดระวังครับ เพราะว่าผ้าจะเสียหายได้ง่าย การจับห้ามขยุ้ม ต้องจับแนวสันบอลลูนสีขาวเท่านั้น

เมื่อลมเข้าไปต้องค่อยๆ ดึงแนวสันตะเข็บแล้วค่อยๆ กางออก

ระหว่างนั้นลมแรงมาก ผมอยู่ใกล้ๆ สลิง ซึ่งลมยกเข้ามาแรงมาก เท้าที่เหยียบสลิงกับบ่าที่เอาสลิงอีกเส้นขึ้นไว้ มันตีกัน ผมลมลงแล้วโดนบอลลูนทับ

ซ้ำกับลูกบอลลูนของเวอร์จิ้นใกล้ๆ โดนลมตีสะบัดมาทับอีก กว่าจะลุกขึ้นได้ ตั้งสติและเอามาตบผ้าใบเพื่อหาทางออกได้ก็เกือบๆ 5 นาที เพราะลมตีผ้าใบตลอดเวลา

พอออกมา อลิสกับแฟนก็เ้ค้ามาเทคแคร์ยกใหญ่เลยครับ น่ารักที่สุด

 





กว่าจะกางได้ครับ... เป่าลมตั้งสามรอบ...

รูปที่สาม ผู้ช่วยนักบินเข้าไปเซ็ทตัวบอลลูนกับสายควบคุมการบินและทิศทางครับ ซึ่งทั้งบอลลูน มีสามสายเท่านั้นที่ใช้ควบคุมบอลลูน




ผู้หญิงเสื้อดำชื่อ เอเซ่  อายุ 22 ปีครับ

เป็นนักบินหญิงจากสวีเดน เริ่มสนใจการบินมาตั้งแต่ 16 ครับ และได้ใบอนุญา่ตการบินบอลลูนสากลตอน 20

เอเซ่เป็นคนพูดน้อยมากๆ ดูดุ แต่พอคุ้นเคย ชีเป็นคนน่ารัก แต่อลิสเธอพูดเก่งครับ เม้าท์ไปกางบอลลูนไป คุยกับผมตลอด

ตอนนี้เธอกำลังดูความพร้อมของบอลลูนอยู่ครับ

 



ตอนนี้ อลิสกำลัง เป่าลมร้อนเข้าบอลลูนแล้วครับ

เบิร์นแต่ละที ร้อนนนนน มากกกกกกกกกกก -*-

 



ตอนนี้ผมขึ้นบินแล้วครับ

การบินแต่ละครั้ง จะเป็นสิทธิ์ขาดของนักบินนะครับ การอนุญาตให้ผู้โดยสารขึ้นหรือไม่แล้วแต่เขา เพราะว่าจะต้องดูความเหมาะสมของผู้โดยสาร รวมทั้งต้องกะน้ำหนักรวมกันของทั้งตะกร้าให้เหมาะสมกับกระแสลม ความดันอากาศ และปริมาณแก๊ส การขึ้นบิน จะต้องมีสติมากๆ เพราะว่า ขึ้นแต่ละครั้ง ถ้าได้จังหวะบินแล้ว นักบินไม่รอนะครัีบ เรียกว่าบินแล้วบินเลย

ผมก็กำลังจะขึ้นแล้วลมตี ตะกร้าเกือบล้มใส่เลยอ่ะ *- - แต่สุดท้ายก็ขึ้นบินได้




นี่หล่ะคะ คือภาพบินของผมครับ ที่เห็นคือสนามที่บินบอลลูน



มือถือเกือบหลุดมือครับ...ภาพนี้ -*-


และที่เห็นในรูปคือเขายายเที่ยงครับ

 


ตอนนี้อยู่บนบอลลูน กำลังลอยอยู่เหนือลำตะคอง นี่รูปอลิสครับ



เอเซ่ นักบินของเรากำลังรอจังหวะเบิร์นครับ

 

 

ชัดๆ คับ สองสาวนักบินบอลลูน

 

 

ตอนบิน บินอยู่เหนือเขื่อนลำตะคองครับ

อลิสหันมาถามผมว่า

" อยากว่ายน้ำมั้ย "

ผมวี๊ดทันทีเลยครับ ว่าไม่นะ...ผม ว่ายน้ำไม่เป็น

 

ทริปนี้บินประมาณ 45 นาทีครับ เพราะว่าอากาศไม่อำนวย มีปัญหาเรีื่องกระแสลม ซึ่งการบินแต่ละครั้งจะกินเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ถึง 1 ชั่วโมงครั้ง

 

ความตื่นเต้นของการบินบอลลูน ไม่ได้อยู่ที่้ตอนขึ้นครับ...

ซึ่งผมก็ลุ้นว่าเวลาขึ้น มันจะยังไง

แต่พูดตรงๆ ว่าตอนที่ขึ้นกลับรู้สึกเฉยๆ ไม่ตื่นเต้นเลย

คิดว่าจะประหม่าเรื่องความสูง ก็ไม่ครับ

สุดท้ายลมพาเราไปยังท้ายเขื่อน ไปแถบที่โล่ง เหมาะมาก...

คิดในใจ เอาหล่ะึ...งดงามแน่ๆ  ทริปนี้...





สุดท้ายครับ...


อลิสเลือกลงที่ป่าอ้อย

-*-


 



ตอนกำลังเก็บครับ

คือตะกร้าลงไปในป่าอ้อยของเขานิดนึงครับ หักไปประมาณเกือบ 10 ต้น

แล้วเกิดลมพัดตอนที่บอลลูนกำลังตั้งอยู่ด้วยนะครับ ตะกร้ากลิ้งหลายรอบมาก โดนเอเซ่เหยียบแขน/มือ/ขา วุ่นไปหมด

พอลงมาได้เรียบร้อย...งานเข้าครับ ต้องช่วยเก็บบอลลูน ต้องไล่อากาศร้อนที่ค้างออก ต้องค่อยๆ ตบไล่ลมและพับบอลลูนครับ

 

อลิสน่ารักมาก

อ้อยในไร่เขาเสียหาย เธอวา่นให้ผมไปเป็นล่าม

เธอบอกว่า เธอขอโทษมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ( ย้ำคำว่า Realy Sorry บ่อยมากๆ ) ที่ทำให้เสียหาย

อยากให้เจ้าของบอกราคาความเสียหายมา เธอยินดีจ่ายหมดในตอนนั้นเลย

พอบอกแบบนั้น

เจ้าของอ้อย + พรรคพวกแถวนั้น ซึ่งเข้ามาช่วยกันเก็บบอลลูน ก็บอกว่า

"ไม่เป็นไร"

เธองงมาก ว่าทำไม คนไทยถึงบอกว่าไม่เป็นไร

เธอก็ย้ำหลายทีมากทั้งขอโทษ และขอใช้ค่าเสียหาย

แต่เจ้าของก็ไม่รับ บอกว่านานทีปีหนที่ได้เห็นบอลลูน ไม่เป็นไรหรอก อ้อยเสียไปไม่กี่บาท

เธอก็ขอบคุณโดยการไหว้

ยกมือไว้ แล้วบอก "ขอบคุณค่ะ" เป็นภาษาไทย หลายทีมากกกกกกกก

และเจ้าของอ้อย เอาอ้อยมาให้ลองกิน ผมก็แนะนำไปตามเรื่อง

สุดท้าย เอเซ่ครับ... ขออันที่หักๆ มาจะเอาไปฝากนักบินคนอื่น

เป็นที่สนุกสนานมาก

เธอบอกกับผมทีหลังว่าประทับใจคนไทยมาก

ทั้งทีมงานที่เชิญมา ลูกเรือ และน้ำใจคนไทยที่เข้ามาช่วยเก็บ

ทุกคนระมัดระวังมาก เวลาเข้ามาช่วยเก็บ จนเอเซ่บอกเลยว่า "คนไทยรักบอลลูนของเราเหมือนที่เรารัีกเลย"

สุดท้ายก็จบลงด้วยดี มีน้องผู้หญิงคนนึง เข้ามาคุยกับเอเซ่อยู่นาน

แล้วเธอก็ถามเอเซ่ว่าอยากขึ้นบ้าง ผมก็เลยบอกเอเซ่ตามนั้น

ซึ่งเธอเคารพกติกากับทางผู้จัดงานมากๆ คือ เธอบอกตามตรงว่าการตัดสินใจนำผู้โดยสารขึ้น ต้องเป็นแขกที่เราเชิญหรือจับฉลากผู้โชคดีได้เท่านั้น

แต่ผมได้เห็นความประทับใจอีกคือ น้องผู้หญิงที่มาช่วยเก็บบอกกะเอเซ่ผ่านผมว่า

น้องเธออยากเป็นนักบินบอลลูนหญิงเหมือนอลิส...และเอเซ่

 

อีกเรื่องที่ผมประทับใจมาก



เรื่องของบอลลูนสีฟ้าขวามือสุดเป็นบอลลูนมาจาก ฮอลแลนด์ครับ

ภาพที่เห็นเป็นภาพของเช้าวันที่ 7 ซึ่งได้บินเป็น "ครั้งสุดท้าย"

ตอนเย็น ของวันนั้น บอลลูนลูกนี้ได้กางขึ้น

และสิ่งที่ทีมงานทั้งหมดไม่เคยรู้มาก่อน นั่นก็คือ...บอลลูนลูกนี้จะแสดงเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว

ผมกับทีมงานเดินเข้าไปถามนักบินประจำบอลลูน พร้อมกับผู้ช่วยนักบินนั่นคือ คุณโยฮัน และ คุณเอลี่-ภริยา

คุณโยฮันบอกกับพวกเราในขณะที่จะทำการแสดงบินสาธิตขึ้นลงในระยะสั้นๆ ให้เราฟังว่า

"เราจะกางครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว พวกเราจะไม่เห็นบอลลูนลูกนี้กางที่ไหนอีกในโลกใบนี้ตลอดไป"

ทำเอาผมและทีมงานอึ้งกันไปตามๆ

ผมต้องไปทำหน้าที่ MC ซึ่งก็ใจหายเหมือนกัน ตอนที่บอกว่า บอลลูนจากฮอลแลนด์ลูกนี้จะกางเป็นครั้งสุดท้าย

โยฮันบินระยะใกล้ๆ ให้แขกที่เข้ามาร่วมงานจนแก๊สเกลี้ยงถัง

คนทั้งงานเข้าไปอยู่รอบๆ ตะกร้าของโยฮัน

หลายคนได้ขึ้นสมใจ แม้จะได้บินเพียง 5- 10 เมตรก็ตาม

จบแก๊สหมดถัง ผมก็ประกาศให้ทราบว่า การบินของบอลลูนลูกนี้กับโยฮันและเอลี่ ต้องยุติลงแล้ว

เสียงปรบมือดังทั้งงานโดยที่ผมไม่ต้องเอ่ยปากขอ

รวมทั้งผมได้ให้โยฮันมาบอกความรู้สึกด้วย ตอนที่คุณโยฮันเดินเข้ามาหาผม บริเวณที่ผมกำลังยืนทำหน้าที่อยู่

ซึ่งเขาก็ได้บอกว่า เขาดีใจทีไ่ด้มางานนี้ และมีความสุขมากที่ได้บินบอลลูนที่เขารักมากๆ ลูกนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่ประเทศไทย

และภาพการเก็บบอลลูน

ตอนที่บอลลูนกำลังนอนลงกับพื้น

เขาได้จับผ้าใบขึ้นมาจูบและร้องไห้


เป็นการอำลาบอลลูนของเขาที่ติดตาผมมากๆ

เขาบอกว่า เวลา 23 ปี กับบอลลูนลูกนี้มันสั้นจริงๆ

ตอนงานเลี้ยงนักบิน ผมก็นั่งคุยกับโยฮันและเอลี่จนงานเลิก

เขาอายุ 60 กว่าแล้วทั้งคู่

และเป็นนักบินชื่อดังของฮอนแลนด์ เป็นแกนหลักในการจัดงานบอลลูนที่บ้านเกิดของเขาด้วย

ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่มาร่วมงานแสดงบอลลูนนานาชาติที่ประเทศไทย
ผมเลยถามว่าทำไม ถึงเลือกที่จะลาบอลลูนของเขาที่นี่

เขาตอบว่า

"ไม่มีที่ใดในโลกที่จะเหมาะไปกว่าประเทศไทยอีกแ้ล้ว"



สุดๆ ครับงานนี้

 

และนี่คือเรื่องราวส่วนหนึ่งที่ผมประทับใจกับงานบอลลูนนานาชาติครั้งนี้ครับ


ข้าวกลางวันกับตรีโกณมิติ

 

พอจบการติวที่ยาวนานผมก็อยากที่จะพักสมองอยู่เหมือนกัน เพราะวิชาที่ผมไม่ถนัดเอาซะเลยก็คือวิชาเลขที่ผมจะต้องมานั่งติวเพื่อเพิ่มคะแนนนี่แหละ แถมยังเหนื่อยกับการวิ่งขึ้นตึกอีกด้วย  รู้สึกว่าน่องของผมก็ตึงไม่แพ้กันกับสมองที่ใช้แก้โจทย์อันซับซ้อนมาตลอดทั้งการติว  ผมเริ่มเก็บของส่วนตัว  ทั้งชีท ทั้งอุปกรณ์เครื่องเขียนต่าง ๆ  ส่วนเอเซียก็เหมือนกัน แต่เราสองคนก็นั่งรอให้คนออกจากห้องไปบางส่วนก่อน เพราะห้องใหญ่แบบนี้ คนก็เยอะเป็นธรรมดา ขี้เกียจที่จะไปเดินเบียดกับคนเยอะแยะแบบนั้น เราก็เลยตัดสินใจนั่งรอ

 

 

ไปกินข้าวที่ไหนกันดีเอเซียหันมาพูดกับผม ระหว่างที่เรารอเพื่อนร่วมชั้นติวเดินออกจากห้อง ทวงสัญญาทันทีกับเรื่องการตอบแทนที่เค้าให้ผมยืมชีทมาลอกการบ้าน...ที่ผมไม่ได้พูดอะไรกับเอเซียไปก็เพราะว่า ไม่คิดเหมือนกันว่าจะเอาจริง

 

 

เอาเป็นว่า...ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว การไปทานข้าวกับเค้าครั้งนี้ คงจะทำให้เราได้รู้จักกันเพิ่มขึ้น  ผมนึกไม่ออกว่าจะพาไปกินข้าวที่ไหน เค้านั่งคอยคำตอบจากผมเงียบ ๆ สุดท้ายคงรอไม่ไหวมั้งครับ เลยเอ่ยปากชวนผมซะเอง

 

 

ไปโรงอาหารทันตะฯ จุฬาดีกว่า ของกินเยอะ นั่งได้นาน...เราจะได้อธิบายบทนี้ให้นายเข้าใจได้ด้วยไง  ท่าทางจะไม่เข้าใจจริง ๆ นะนายอ่ะเอเซียยิ้มรื่น ๆ ให้กับผม

 

 

ผมหัวเราะแก้เก้อ มันก็จริงอย่างที่เด็กตี๋ว่า น่าแปลกที่เค้ามองคนอื่นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ผมว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องที่ผมเรียนไม่รู้เรื่อง แต่มันรวมถึงวิธีการพูดคุยกับผมด้วย ผมเป็นคนขี้อายอยู่พอสมควร แล้วเอเชียเองก็สุภาพกับคนขี้อายอย่างผมอย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน

 

 

สิ่งที่ผมคิดอยู่ตอนนี้ คือรู้สึกว่าในขณะที่เค้าเป็นคนน่ารักแบบนี้ แต่ก็มีบางอย่างซับซ้อนเกินกว่าที่ผมจะมองเห็นได้ในตัวของคนคนนี้ ถึงไม่รู้ว่าคืออะไร...แต่ก็ช่างมันเถอะ...

 

 

จนสุดท้ายในห้องติวก็โล่ง เพราะเพื่อนในห้องติวเดินออกกันไปเกือบหมดแล้ว ผมก็เดินออกมาจากตึกเรียนที่อยู่ตรงข้ามมาบุญครองกับเอเซียแค่สองคน ผมไม่มีเพื่อนจากโรงเรียนเดียวกันมาเรียน เท่าที่ผมสังเกต  เค้าเองก็ไม่มีเพื่อนที่รู้จักมาเรียนเหมือนกัน

 

 

นายมาเรียนคนเดียวเหรอเด็กตี๋เอ่ยปากถามผม ขณะที่เราเดินมาเรื่อย ๆ แม้ว่าผมจะเดินผ่านท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของสยามสแควร์ตอนสาย แต่ก็ไม่ได้พรากความสนใจจากในตัวเอเชียไปได้เลยแม้แต่น้อย

 

 

อืม ก็กฤษณ์มากลับใครล่ะผมกวนเค้าไป

 

 

เขาหัวเราะเบา ๆ...ถึงมันจะเบาขนาดไหน ความสดใสของเสียงนั้นผมก็ได้ยินอย่างชัดเจน มันไม่ได้หายไปกลับสายลมและกาลเวลา...ผมยังได้ยินอยู่กับเสียงหัวเราะของเอเซีย...ผมบันทึกมันให้อยู่ที่ใจของผมแล้ว  

 

 

ต่อไปก็มากับเราดิ จะได้มีคนมาเป็นเพื่อนไง...เด็กตี๋เอ่ยชวนผม  ซึ่งเป็นคำเสนอที่น่าสนใจที่สุดของวันนี้เลยทีเดียว

 

 

ผมใช้รอยยิ้มเป็นเสมือนคำตอบ...ผมว่าเอเชียก็เข้าใจดีกับคำตอบที่ผมมอบให้

 

 

มิตรภาพดี ๆ ผมว่ามันกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบ ๆ แม้มองไม่เห็นด้วยตา แต่สามารถรู้สึกได้โดยหัวใจ...

 

 

โรงอาหารคณะทันตแพทยศาสตร์ ของจุฬาฯ เต็มไปด้วยนักเรียนติวเตอร์หลากหลายสถาบัน ที่มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ สังเกตได้จากชีท และหนังสือคู่มือต่าง ๆ ที่มักจะเห็นได้เกือบทุกสถาบันติวเตอร์ในแหล่งรวมวัยรุ่นแห่งนี้  ผมมาที่นี่ไม่กี่ครั้ง เพราะว่ากว่าจะเดินมาจากที่ติวมาถึงโรงอาหารแห่งนี้ ก็หมดแรงไปทุกครั้ง และอีกอย่าง ผมไม่ค่อยชอบที่จะทานอาหารที่นี่หรอก กลับไปทานข้าวที่บ้านดีกว่า

 

 

อย่าเข้าใจผิดนะว่าผม...งก

 

 

ผมเห็นเอเซียเดินเข้าไปหาที่นั่งอย่างคุ้นเคยเหมือนกับมาที่นี่เป็นประจำ โต๊ะตัวในสุดที่ติดกับกระจก คือที่ที่เค้าเลือก หลังจากนั้น เราก็แยกย้ายไปหาข้าวมื้อกลางวัน อาหารที่นี่น่าทานมาก ราคาก็ไม่แพง มีหลายอย่างให้เลือกเยอะแยะจนผมเลือกไม่ถูกเลย เดินไปเดินมาอยู่หลายรอบ จนเด็กตี๋ได้มื้อกลางวันเป็นก๋วยเตี๋ยวชามโต กับน้ำแดงแก้วหนึ่ง พอเห็นผมเดินไปเดินมาอยู่อย่างนั้น ก็แซวผมว่า สงสัยต้องรอจนถึงมื้อเย็นแน่ ๆ เลยเพราะเห็นผมเลือกนานเหลือเกิน

 

 

หึ หึ...ปากดีจริง ๆ...ตาเด็กตี๋คนนี้

 

 

และข้าวราดเต้าหู้ถั่วเหลืองทรงเครื่องก็มาอยู่ในมือผม พร้อมกับชาเย็นอีกหนึ่งแก้ว  ไม่น่าเชื่อเลยว่าอาหารมังสวิรัติที่นี่  จะน่าทานมากขนาดนี้  จนผมอดใจไม่ไหว...และสุดท้าย ก็นั่งไปทานกับเอเซียจนได้  

 

 

นึกว่าวันนี้จะต้องรอนายจนโรงอาหารปิดซะแล้วเค้ายังไม่ทานข้าว เพราะคงนั่นรอผมอยู่ ไส้จะขาดแล้วนะเนี่ยเค้ายังแหย่ผมอีก

 

 

กิน ๆ เข้าไปเลย คนไม่คุ้นที่นี่หน่าผมพยายามแก้ตัว

 

 

เรื่องราวสัพเพเหระต่าง ๆ นานาก็ถูกหยิบยกมาสนทนากัน ดูเหมือนว่าเค้าเป็นคนเงียบ ๆ ในตอนแรก  แต่สักพักเราก็คุยกันไปเรื่อย ถึงรู้ว่า เค้าก็พูดเก่งเหมือนกัน มาดขรึมเมื่ออยู่ในห้องติว แทบจะไม่มีให้ผมเห็นอีกเลย

 

 

ถามจริง  ตอนที่นายนั่งเรียนอยู่นี่เก๊กรึเปล่า

 

 

เฮ่ย...ไม่ได้เก๊ก ก็เป็นแบบนี้แหละเค้าแก้ตัว

 

 

ตอนที่อยู่ในห้องติว ดูเก๊ก แต่ทำไมตอนนี้พูดมากจังผมถาม

 

 

เค้าทำหน้าเอ๋อ ๆ เหมือนคนนึกอะไรขึ้นมาได้ แล้วผมก็หัวเราะออกมาให้กับหน้าตลก ๆ ของเค้า

 

 

บ้าน่า...ไม่มีอะไรหรอกเค้าบอก

 

 

หลังจากที่เรากินข้าวกันแล้ว เราก็เริ่มทำการบ้านกัน อย่างที่ผมบอกแหละครับ เลขเป็นเรื่องยากสำหรับผม  คะแนนที่ออกมาครั้งแรกก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่  กว่าจะได้คะแนนเอ็นท์ในวิชาเลขพอในคณะที่ผมอยากจะเข้าก็ขาดอีกหลายแต้ม...การเรียนพิเศษจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย

 

 

เอเซียเก่งเลยมากเลยครับ ไม่ว่าผมจะไม่เข้าใจยังไงเขาก็อธิบายได้หมด ทำให้ผมหมดข้อสงสัย และเริ่มรู้สึกว่าผมสนุกขึ้นกับการทำการบ้านที่ผมเคยมองว่ามันยากแสนยาก

 

 

เฮ่ย ๆ นายอย่าข้ามดิ ตรงนี้อ่ะ ยังไม่ได้ย้าย cos มาเลยเห็นป่าว

 

 

เขาจริงจังมาก ๆ เลย พอผมเริ่มจะไม่สนใจ เพื่อนใหม่คนนี้ก็มักจะดุผม...

 

 

ตั้งใจหน่อย!

 

 

เหนื่อยแล้ว พักหน่อยผมพ้อ...

 

 

ไม่.ม....ม...!!!!!!! เค้าลากเสียงคำราม คงเป็นเพราะผมใช้มุขนี้บ่อยไปละมั้ง...

 

 

แล้วผมก็ถูกบังคับให้ต้องทำโจทย์ต่อจนเสร็จเรียบร้อยทุกข้อ...ไม่เหลือแม้แต่การบ้านที่จะต้องทำเลยด้วยซ้ำ

 

 

จะว่าไป...นี่คืออีกครั้งที่ผมรู้สึกสดชื่นอยู่ในใจลึก ๆ

 

 

ก็จะใครหล่ะครับ...

 

 

...เอเซีย...

คำถาม

 

ผมรีบลอกโจทย์ที่ถูกเฉลยไปกว่าสิบข้อเพราะเวลาที่พีเบียร์ให้เป็นช่วงเบรกนั้น มันแทบจะไม่พอกับการลอกวิธีทำเลย แน่นอนว่าผมไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ได้ถามเจ้าของชีทสักคำว่าข้อนี้ข้อนั้นมันได้คำตอบยังไง...เค้าคงรู้แกวผมมั้ง เลยบอกผมว่า ถ้าไม่เข้าใจให้ถามนะ แต่ผมเองก็บอกว่า เวลามันน้อย รีบ ๆ ลอกไปก่อนแล้วกัน ถ้าไม่เข้าใจค่อยถามทีหลังดีกว่า

 

 

เราชื่อเอเซียนะ

 

 

 

 หือ?!” ผมที่กำลังก้มหน้าก้มตาลอกชีทอยู่ ก็ต้องเงยหน้ามามองเค้า  ด้วยความรู้สึกที่งงเล็กน้อย  เด็กตี๋คนนี้อัธยาศัยดีเกินขาด เกินกว่าที่ผมคิดไว้อีก เพราะจากประสบการณ์ที่เจอเพื่อนนั่งข้าง ๆ ในการกวดวิชาหลาย ๆ ที่   น้อยมากที่เด็กต่างโรงเรียนจะแนะนำตัวและช่วยเหลือกัน  แค่ที่เค้าช่วยผมบอกคำถามในข้อที่โดนพี่เบียร์ถาม และเอาชีทมาให้ผมลอก ผมว่านี่มันก็มากอยู่เหมือนกันกับเพื่อนในโรงเรียนกวดวิชา  การแนะนำตัวและชวนพูดคุยอย่างสนิทสนมคือสิ่งที่ผมเจอกับคนคนนี้เป็นครั้งแรก

 

 

 

นอกจากหน้าตาที่หล่อใสของเอเซียที่ทำให้ผมประทับใจในเบื้องแรกแล้ว แต่สิ่งที่ผมประทับใจที่สุดของเค้ามากกว่านั้นและเป็นที่สุดก็คือ เรื่องของน้ำใจและอัธยาศัยที่ดีของเค้า  อย่างที่ผมบอกนั่นหล่ะ ว่าผมไม่เจอใครในที่ติวที่จะมีนิสัยแบบเค้าเลย เพราะส่วนใหญ่ที่ผมเจอนั่นคือความเย็นชาและบทสนทนาที่เงียบกริบของเพื่อนในที่ติว

 

 

แต่กับเอเซีย ผมไม่รู้สึกเลยถึงความเย็นชาแบบนั้นในตัวเค้า...

 

 

ครับ ดีใจที่ได้รู้จักนะ เราชื่อกฤษณ์นะ”  ผมแนะนำตัวให้กับเค้าให้รู้จักบ้าง ว่าแต่เมื่ออาทิตย์ที่แล้วนายไม่ได้มาเหรอ”  ท่าทีสบาย ๆ ของเค้าให้ผมคลายความตึงเครียดลง  เลยเริ่มพูดคุยกับเค้าด้วยสิ่งที่ผมสงสัยเพราะที่ที่เค้านั่งอยู่นั้นเมื่ออาทิตย์ที่แล้วยังว่างอยู่ และชีทในบทนี้ก็ทำเสร็จแล้วเกือบหมดทุกข้อ ถ้าทำเสร็จเองก่อนแล้ว ผมว่าเด็กตี๋คนนี้ก็คงเรียนเก่งเหมือนกัน

 

 

อ๋อ คือเราดูวันผิดหน่ะ ไปดูของรอบอื่น

 

 

ผมยิ้ม ๆ ไม่ว่าอะไร และเอเซียก็ไม่ได้ชวนผมคุยต่อ ได้แต่นั่งควงปากกาด้วยมือขวาเล่นไปเรื่อย ๆ และพี่เบียร์ก็เข้ามาตามเวลา ผมยังเหลือโจทย์อีกสองสามข้อที่ยังไม่เสร็จ ผมก็เลยต้องคือชีทให้เอเซียกลับไปเรียนต่อในครึ่งหลัง แล้วผมก็ตั้งหน้าตั้งตาเรียนในบทตรีโกณมิติที่เป็นยาขมหม้อใหญ่ของผมเลย

 

 

ถ้านายว่างช่วยสอนเราด้วยนะ คือเราไม่เข้าใจหน่ะผมขอความช่วยเหลือกับเด็กตี๋ตรง ๆ เพราะไม่อยากที่จะต้องมานั่งบื้อเรียนไม่รู้เรื่องต่อไปเรื่อย ๆ ในวันต่อ ๆ ไป

 

 

ได้ดิ แต่เลี้ยงข้าวเราหน่อยแล้วกันเอเซียพูดทีเล่นทีจริงกับผม แต่ผมก็ไม่ปฏิเสธหรือตอบรับใด ๆ

 

 

แปลกจังที่เค้าไม่ปฏิเสธการขอความช่วยเหลือจากผม...หรือมีท่าทีรำคาญผมเลยแม้แต่น้อย

 

 

 เอาหล่ะ วันนี้พอแค่นี้ครับ พรุ่งนี้เรามาต่อกัน อ้อ! น้องกฤษณ์ครับ อย่ามาสายนะ  พี่ขาดน้องไม่ได้ เพราะเดี๋ยวพี่สอนเพื่อนไม่รู้เรื่อง

 

 

พี่เบียร์ทำสาวแตกจยเพื่อนในห้องขำกัน ไม่เว้นแม้แต่ผมกับเอเชียด้วย  พี่เบียร์พูดแซวแบบนี้กับน้อง ๆ เสมอ ชอบใช้มุขแบบนี้เพื่อสร้างความสนุกสนานให้มันมาแทรกกลางระหว่างความเครียดในห้องติวให้คลายลงไป ผมเชื่อได้เลยว่าพี่เค้าไม่เป็นแบบผมหรอก เพราะมีครอบครัวแล้ว...

 

 

เท่าที่ผมมอง สังเกตเพื่อนใหม่ที่นั่งข้าง ๆ อยู่สักพักกับท่าทาง การวางตัว เผิน ๆ อาจจะดูเหมือนผู้ชายเรียบร้อย...แต่อย่างว่าหล่ะครับ...อยากจะถามคำถามว่าเค้าเป็นเหมือนผมหรือเปล่ากับเอเซียจริง ๆ แต่มันคงไม่ดีมั้ง เพราะผมอาจจะหน้าแตกเอาได้ง่าย ๆ หรืออาจจะโดยต่อยหน้า แล้วที่แย่กว่านั้น ผมอาจจะเสียเพื่อนที่น่าคบมา ๆ ไปอีกคน...ผมชอบเค้านะ...แต่ไม่ได้รักเค้า บอกกับตัวเองได้อย่างเต็มปาก ( ในตอนนี้นะ ) ว่าผมอยากเป็นแค่เพื่อนกับเค้า ถ้าเค้าเป็นเหมือนกันกับผม ผมคงจะได้คุยเรื่องที่ผู้ชายหรือผู้หญิงทั่ว ๆ ไปไม่เข้าใจกับเอเซียได้ เพราะผมไม่เคยเปิดตัวกับใครเลยนอกจากเพื่อนสนิทที่โรงเรียน

 

 

และอีกอย่าง...ที่ผมรู้สึกว่าเด็กตี๋คนนี้ไม่เหมือนกับเด็กผู้ชายทั่ว ๆ ไป ก็คือสายตา...

 

 

สายตาที่มองกลับมาที่ผมแล้วเหมือนจะบอกกับผมว่า

 

 

ผมรู้นะว่าคุณเป็นเกย์

edit @ 1 Dec 2008 22:24:05 by Krish Schreibtisch